ถอดสมการกำไรต่อหน่วย โดย บิสิเนสไทย

 

หากดูผลประกอบการย้อนหลัง

 

9 ปี ที่ เทสโก้ โลตัส แจ้งไว้กับกระทรวงพาณิชย์ นับตั้งแต่เทสโก้ เข้ามาเมืองไทย จากรายได้ 13,480 ล้านบาท มีกำไร 3,446 ล้านบาท ในปี 2540 พุ่งขึ้นมาเป็น 83,618 ล้านบาท และมีกำไร 2,514 ในปี 2548 คาด ว่าภายสิ้นปี 2549 จะมีรายได้มากกว่า 90,000 ล้านบาท


บริษัทที่ปรึกษาไฮเปอร์มาร์เก็ต รายหนึ่ง บอกกับ
บิสิเนสไทยว่า สัดส่วนกำไรในธุรกิจ ดิสเคาท์สโตร์ ในตลาดเมืองไทยนั้น ไม่ได้สูงมาก นัก อยู่ในอัตราเฉลี่ยไม่ถึง 2 ดิจิต เขาชี้ว่าปัจจุบันสัดส่วนกำไรต่อ หน่วยของธุรกิจ ไฮเปอร์มาร์เก็ต จะมาจาก 2 ส่วนหลักๆ คือ กำไร ที่ได้จากการจำหน่ายสินค้า มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย เพราะจำหน่ายสินค้าไม่ได้มีราคาแพง กำไรตรง นี้จึงมีตัวเลขไม่ถึง 2 หลัก


ส่วนที่สอง  คือ  กำไรจากเก็บค่าฟรีจากซัพพลายเออร์   ที่เสนอนำสินค้าเข้ามาขายในดิสเคาร์สโตร์ โดยสินค้าแต่ละตัวที่จะเข้ามาจำหน่ายจะต้องมีค่า ใช้จ่ายประมาณ
5 แสน – 1 ล้านบาทต่อสินค้า หนึ่งตัว อาจประเภทหลักๆ ได้แก่

·         ค่าแรกเข้าต่อ 1 เอสเคยู ราคา165,000 บาท

·         ค่าหัวชั้น 500,000 บาท

·         โบรชัวร์ 80,000 บาท

·         รางวัลพิเศษ (Rebate ) 2-3%จากยอดขาย

·         ครบ รอบวันเกิด 1-3% จากยอดขาย

·          เปิดสาขาใหม่ 1-3% จากยอดขาย

·         ค่าขนส่ง 2-3% เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้คือที่มาของรายได้ที่มีตัวเลขถึง 2 หลักที่สามารถเพิ่มมาร์จิ้นให้กับดิสเคาท์สโตร์ได้ ไม่น้อยทีเดียว และเป็นที่มาของปัญหาข้อพิพาท ระหว่างซัพพลายเออร์ มาโดยตลอด ผู้ค้ารายหนึ่งกล่าวเสริมว่า สำหรับดิสเคาท์ สโตร์ 3 เจ้าหลักในเมืองไทย คือ เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี และ คาร์ฟู ทั้ง 3 แห่งนี้มีกำไรที่ใกล้เคียง กันไม่แตกต่างกันมากนัก แต่สำหรับคาร์ฟูอาจจะ มีกำไรน้อยกว่าเพราะด้วยสาขาที่น้อยกว่าและอำนาจ การต่อรองกับซัพพรายเออร์ไม่มากนักจึงทำให้กำไร น้อยกว่า

แต่สำหรับบิ๊กซีและโลตัสน่าจะมีความ สูสีกันไม่แตกต่างกันมากนัก ค่าใช้จ่ายของสินค้าแต่ละตัวจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการยกตัวอย่างเช่น แบรนด์สินค้า มีความแข็งแรงมากแค่ไหน หากเป็น สินค้าที่แบรนด์ มีความแข็งแรง ติดตลาดก็จะ เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าดิสเคาท์สโตร์น้อยกว่า สินค้าโนเนมหรือแบรนด์สินค้าที่ไม่ค่อยแข็งแรง มากนัก

 

 

กระนั้นกำไรของการจำหนายสินค้าหากเปรียบ เป็นภาพปิรามิด

  • ส่วนบนสุดของปิรามิด  คือ  สินค้าแบรนด์ที่มี ความแข็งแรงติดตลาดและดิสเคาทส์โตรไม่สามารถ ผลิตเองได้ ยกตัวอย่างเช่น รังนก นํ้าหอมแบรนด์ ดังๆ ซึ่งในส่วนนี้จะมีกำไรน้อยที่สุด แต่เป็นเหมือน กันแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าใน ดิสเคาท์สโตร์
  • ส่วนตรงกลางของปิรามิด  คือ  สินค้าที่มีแบรนด์ ทั่วไปและดิสเคาท์สโตร์สามารถผลิตหรือร่วมกัน ผลิตได้ยกตัวอย่างเช่น สบู่ แชมพู สินค้าอุปโภค เหล่านี้จะทำกำไรให้กับดิสเคาท์สโตร์มากกว่า สินค้าส่วนบนของปิรามิด
  • ส่วนล่างสุดของปิรามิด  คือ สินค้าที่ไม่ยึดติด ยี่ห้อ มีการซื้อใช้ทดแทนกันได้ ยกตัวอย่างเช่น นํ้ายาซักล้าง อาหารสด สินค้าเหล่านี้ สร้างมาร์จิ้นให้กับดิสเคาท์สโตร์ มากกว่าสินค้า ทั้งหมดที่กล่าวมา

หากรวมสินค้าส่วนกลาง และส่วนล่างของปิรามิดจะคิดเป็น 60% ของ สินค้าในดิสเคาท์สโตร์ และจะมีการเพิ่มสินค้า ตรงนี้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเป็นการเพิ่มกำไรให้มากขึ้นอีกด้วย


อย่างไรก็ตามกำไร จากการจำหน่ายสินค้า อาจแยกย่อยได้ เป็น
2 ประเภท คือ สินค้า อุปโภคของแห้งต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้มีกำไรไม่ มากนักประมาณ7-10% ส่วนที่สองคืออาหารสด ในส่วนนี้กำไรต่อหน่วย สูงกว่าอาจจะเป็น 10- 20%ของราคาจำหน่าย ส่วนนี้จะมีการพัฒนาและขยายมากขึ้น


ในปัจจุบัน เนื่องจาก กำไรต่อหน่วยของ อาหารสด เป็นคำตอบที่ดีที่สุดในการดึงกำไรให้ มากขึ้น ดังนั้น เทสโก้ โลตัส จึงใช้สโตร์ในรูปแบบ เอ็กซ์เพรส โดยเน้นที่อาหารสดเป็นหลัก ในการ ขยายเข้าชุมชน

1 Response to “ถอดสมการกำไรต่อหน่วย โดย บิสิเนสไทย”


  1. 1 tata มิถุนายน 15, 2008 ที่ 4:37 pm

    วันก่อนไปฟ้งสัมนาที่ฐานเศรษฐกิจ ทางFM98.0จัด เรื่อง นำสินค้าเข้าmodern tradeอย่างไร
    ได้ความรู้มั่กๆ หูสว่าง หน้ามืด


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s





%d bloggers like this: